ข้ามไปเนื้อหาหลัก
พระโพธิสัตว์กับบุตรสามคน
ชาดก 547 เรื่อง
490

พระโพธิสัตว์กับบุตรสามคน

Buddha24 AIปกิณณกนิบาต
ฟังเนื้อหา

พระโพธิสัตว์กับบุตรสามคน

ณ เมืองสาวัตถี อันเป็นที่ตั้งของมหาวิหารเชตวันอันรุ่งเรือง เคยมีเรื่องราวของมหาเศรษฐีผู้ใจบุญนามว่า สุมนเศรษฐี ซึ่งภายหลังได้บรรลุพระอนาคามีผล เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งศีล สมาธิ ปัญญา อันงดงาม แม้ท่านจะร่ำรวยมหาศาล แต่ก็ดำรงตนด้วยความไม่ประมาท มีเมตตาธรรมแผ่ไพศาลแก่สรรพสัตว์ แต่เรื่องราวที่เราจะกล่าวถึงนี้เกิดขึ้นในอดีตกาลนานแสนนาน ก่อนที่ท่านจะได้เป็นพระอนาคามีเสียอีก เป็นเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ในขณะที่ทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อการตรัสรู้

ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ มีเมืองชื่อว่า ปัญจาลนคร เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและภัยพิบัติอันใด ในเมืองนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งผู้มีความละอายแก่บาป มีความเพียรเผากิเลส มีปัญญาอันเฉลียวฉลาด เป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่ง เขาดำรงชีวิตด้วยการประกอบสัมมาอาชีวะ ทรัพย์สินเงินทองมีอยู่ไม่ขาด ถึงแม้จะร่ำรวย แต่ก็ไม่เคยโอ้อวด หรือเบียดเบียนผู้อื่น ท่านผู้นี้แหละคือ พระโพธิสัตว์ในภพชาตินั้น

พระโพธิสัตว์มีภรรยาผู้ประเสริฐ งามทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ ท่านทั้งสองครองเรือนด้วยความรัก ความเข้าใจ และมีศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง ชีวิตของทั้งคู่เปรียบเสมือนน้ำผึ้งที่หวานฉ่ำ ชโลมใจให้เย็น เมื่อกาลเวลาผันผ่าน ภรรยาของพระโพธิสัตว์ก็ตั้งครรภ์

เมื่อบุตรชายคนแรกถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก ท่ามกลางความยินดีของบิดามารดา พระโพธิสัตว์ได้ตั้งชื่อบุตรชายคนแรกว่า "วิชยโกมาร" ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้มีชัยชนะ" วิชยโกมารเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กชายที่เฉลียวฉลาด ร่าเริง แจ่มใส มีความสง่างามตามแบบฉบับของบิดา พระโพธิสัตว์อบรมสั่งสอนบุตรชายด้วยหลักธรรมคำสอนอันดีงาม สอนให้รู้จักการให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา

ไม่นานนัก ภรรยาของพระโพธิสัตว์ก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง และให้กำเนิดบุตรชายคนที่สอง พระโพธิสัตว์ตั้งชื่อบุตรชายคนที่สองว่า "สัตตกุมาร" ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้มีปัญญา" เช่นเดียวกับพี่ชาย สัตตกุมารก็เป็นเด็กที่น่ารัก ฉลาดเฉลียว และมีแววตาที่แสดงถึงปัญญาอันลึกซึ้ง

เมื่อบุตรชายคนที่สองเติบโตพอสมควร ภรรยาของพระโพธิสัตว์ก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง และให้กำเนิดบุตรชายคนที่สาม พระโพธิสัตว์ตั้งชื่อบุตรชายคนที่สามว่า "ธนุมาร" ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้มีทรัพย์" แม้ชื่อจะบ่งบอกถึงทรัพย์สิน แต่พระโพธิสัตว์ก็สอนสั่งบุตรชายทั้งสามให้รู้จักใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์สุขของตนเองและผู้อื่น

เวลาล่วงเลยไป บุตรชายทั้งสามเติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มรูปงาม สง่างาม และมากด้วยปัญญา ทุกคนได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระโพธิสัตว์อย่างดีเลิศ พวกเขาเป็นที่รักของบิดามารดา และเป็นที่ชื่นชมของคนในเมือง

วันหนึ่ง ขณะที่พระโพธิสัตว์กำลังพิจารณาธรรม ได้เกิดความคิดขึ้นในใจว่า "เราได้บำเพ็ญทานมามากแล้ว ได้สั่งสอนบุตรของเราให้เป็นคนดีแล้ว แต่เรายังไม่ได้ทดสอบพวกเขาอย่างแท้จริง ว่าพวกเขาจะสามารถดำรงตนอยู่ในธรรมะได้เพียงใด เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค หรือความยากลำบาก" ด้วยความคิดเช่นนี้ พระโพธิสัตว์จึงวางแผนที่จะทดสอบบุตรทั้งสาม

ในเช้าวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ได้เรียกบุตรชายทั้งสามมาพบ

"ลูกรักทั้งหลาย บิดาได้เลี้ยงดูพวกเจ้ามาอย่างดี ได้สั่งสอนให้พวกเจ้ารู้จักผิดชอบชั่วดี บัดนี้ พวกเจ้าเติบใหญ่แล้ว บิดาอยากจะให้พวกเจ้าออกไปแสวงหาประสบการณ์ในโลกภายนอก เรียนรู้ชีวิตจริง และทดสอบความรู้ความสามารถของตนเอง"

วิชยโกมารผู้เป็นพี่ใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยความเคารพ

"บิดาเจ้าค่ะ ลูกพร้อมแล้วที่จะทำตามคำสั่งของบิดา"

สัตตกุมารผู้มีปัญญา ก็กล่าวเสริม

"บิดาเจ้าค่ะ ลูกจะใช้สติปัญญาที่บิดาสอนสั่ง นำทางในการเดินทางนี้"

ธนุมารผู้รักความสะดวกสบาย แต่ก็ไม่ขัดคำสั่งบิดา กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความยินดี

"บิดาเจ้าค่ะ ลูกจะไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ขอให้บิดาอวยพรให้ลูกเดินทางโดยปลอดภัย"

พระโพธิสัตว์ยิ้มอย่างอบอุ่น

"ดีมาก ลูกรัก จงออกไปเถิด บิดาจะรอคอยข่าวคราวของพวกเจ้า"

จากนั้น พระโพธิสัตว์ได้มอบทรัพย์สินจำนวนหนึ่งให้กับบุตรชายแต่ละคน พร้อมทั้งกำชับให้ใช้สอยอย่างประหยัด และไม่ลืมที่จะทำบุญทำทาน

บุตรชายทั้งสามออกเดินทางไปด้วยกัน มุ่งหน้าไปยังเมืองที่อยู่ห่างไกล พวกเขาเดินทางผ่านป่า ผ่านทุ่งนา ผ่านภูเขา พบเจอผู้คนหลากหลายประเภท ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนต่างๆ นานา

เมื่อเดินทางมาได้สักพัก พวกเขาก็มาถึงเมืองแห่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะมีความรุ่งเรือง แต่เมื่อเข้าไปใกล้ พวกเขากลับพบว่าเมืองนั้นกำลังเผชิญกับความเดือดร้อน พายุใหญ่ได้พัดถล่ม ทำให้บ้านเรือนเสียหาย ผู้คนไร้ที่อยู่อาศัย และขาดแคลนอาหาร

วิชยโกมารผู้เป็นพี่ใหญ่ มองเห็นความทุกข์ยากของผู้คนแล้ว รู้สึกสงสารเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงตัดสินใจ

"สหายทั้งสอง เรามาถึงที่นี่แล้ว เห็นผู้คนเดือดร้อนเช่นนี้ เราจะนิ่งดูดายได้อย่างไร เราต้องช่วยเหลือพวกเขา"

สัตตกุมารพยักหน้าเห็นด้วย

"พี่ชายพูดถูก เรามีทรัพย์สินอยู่บ้าง ควรนำมาช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัย"

ธนุมารแม้จะเสียดายทรัพย์สินที่อาจจะหมดไป แต่ก็เห็นแก่ความทุกข์ยากของผู้อื่น จึงกล่าว

"เราจะช่วยเท่าที่เราจะช่วยได้"

ทั้งสามพี่น้องจึงนำทรัพย์สินที่บิดามอบให้ ไปซื้ออาหาร เสื้อผ้า และวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น มาแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย พวกเขาช่วยกันซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหาย และให้คำแนะนำแก่ชาวเมืองในการป้องกันภัยพิบัติ

ชาวเมืองได้รับความช่วยเหลือจากทั้งสามพี่น้องด้วยความปลาบปลื้มใจ พวกเขาต่างพากันสรรเสริญในความมีน้ำใจ และความเสียสละของวิชยโกมาร สัตตกุมาร และธนุมาร

หลังจากช่วยเหลือชาวเมืองจนสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ทั้งสามพี่น้องก็ออกเดินทางต่อ เมื่อมาถึงอีกเมืองหนึ่ง เมืองนั้นดูเงียบเหงา และผู้คนมีท่าทีหงุดหงิด กระสับกระส่าย

เมื่อสืบถามได้ความว่า เมืองนี้กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง แหล่งน้ำธรรมชาติแห้งขอด ชาวเมืองต้องเดินทางไกลเพื่อหาน้ำมาใช้ ทำให้เกิดความเหนื่อยยาก และขัดแย้งกันเอง

สัตตกุมารผู้มีปัญญา พิจารณาถึงปัญหานี้อย่างรอบคอบ

"พี่ใหญ่ น้องธนุมาร ปัญหานี้ต้องแก้ไขอย่างชาญฉลาด การแจกจ่ายน้ำให้ทุกคนอาจไม่เพียงพอ เราควรหาวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน"

วิชยโกมารถาม

"แล้วเราจะทำอย่างไรดี?"

สัตตกุมารอธิบาย

"เราควรใช้ทรัพย์สินของเรา จ้างช่างผู้ชำนาญ มาขุดบ่อน้ำบาดาล หรือสร้างสระเก็บน้ำขนาดใหญ่ เพื่อให้ชาวเมืองมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ และไม่ต้องลำบากเดินทางไกล"

ธนุมารเห็นด้วย

"เป็นความคิดที่ดี เราควรลงทุนในสิ่งที่ให้ผลระยะยาว"

ทั้งสามพี่น้องจึงนำทรัพย์สินส่วนใหญ่ไปว่าจ้างช่างฝีมือดี มาดำเนินการขุดบ่อน้ำ และสร้างสระเก็บน้ำ เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ชาวเมืองก็มีน้ำสะอาดใช้ตลอดปี ความเดือดร้อนคลี่คลายลง ความสุขกลับคืนสู่เมือง

ชาวเมืองต่างซาบซึ้งในบุญคุณของทั้งสามพี่น้อง ยกย่องในความมีปัญญาและความเสียสละของพวกเขา

เมื่อเดินทางต่อไปอีก เมืองหนึ่งที่พวกเขาไปถึงนั้น กลับเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือย ผู้คนใช้จ่ายเงินทองอย่างไม่บันยะบันยัง ไม่รู้จักเก็บออม และมักจะติดการพนัน หรืออบายมุขต่างๆ

ธนุมารผู้มีชื่อว่า "ผู้มีทรัพย์" มองเห็นพฤติกรรมของผู้คนแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ

"พี่ใหญ่ น้องสัตตะ ดูผู้คนในเมืองนี้สิ ใช้จ่ายเงินทองอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง พวกเขาจะไม่เหลืออะไรเลยในวันข้างหน้า"

วิชยโกมารกล่าว

"ใช่แล้ว หากเราไม่สอนให้เขารู้จักคุณค่าของทรัพย์สิน เขาก็จะหมดตัวไปโดยเปล่าประโยชน์"

สัตตกุมารเสนอ

"เราควรจะจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่พวกเขา ให้เห็นถึงโทษของการฟุ่มเฟือย และประโยชน์ของการเก็บออม"

ทั้งสามพี่น้องจึงร่วมกันจัดงานแสดง ให้ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น การบริหารจัดการทรัพย์สิน การลงทุน และการออม พวกเขาเล่าเรื่องราวของบุคคลที่ประสบความสำเร็จจากการรู้จักใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล และบุคคลที่ล่มจมเพราะความฟุ่มเฟือย

ในตอนแรก ชาวเมืองบางส่วนไม่สนใจ แต่เมื่อพวกเขาได้ฟังเรื่องราวที่น่าคิด และเห็นตัวอย่างที่จับต้องได้ พวกเขาก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเงินทอง

ธนุมารไม่เพียงแต่ให้ความรู้ แต่ยังใช้ทรัพย์สินส่วนตัว จัดตั้งกองทุนเล็กๆ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ ได้มีโอกาสกู้ยืมไปลงทุน โดยมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น และให้คำปรึกษา

ผลจากการกระทำของทั้งสามพี่น้อง เมืองที่เคยเต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือย ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มรู้จักเก็บออม เริ่มลงทุนอย่างชาญฉลาด และลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง เมืองกลับมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

ชาวเมืองรู้สึกขอบคุณที่ได้รับคำแนะนำและโอกาสที่ดีจากทั้งสามพี่น้อง พวกเขาต่างยกย่องในความรู้ ความเสียสละ และความใจดีของวิชยโกมาร สัตตกุมาร และธนุมาร

เมื่อการเดินทางของบุตรชายทั้งสามสิ้นสุดลง พวกเขาก็เดินทางกลับสู่เมืองปัญจาลนคร และเข้าเฝ้าพระโพธิสัตว์

"บิดาเจ้าค่ะ พวกข้าพเจ้ากลับมาแล้ว"

พระโพธิสัตว์ทรงยิ้มแย้ม

"ลูกรักทั้งหลาย พวกเจ้าเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง ได้พบเจอสิ่งใดมา เล่าให้บิดาฟังหน่อย"

วิชยโกมารจึงเล่าถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเมืองแรก

"เมื่อข้าพเจ้าเห็นผู้คนเดือดร้อนจากพายุ ข้าพเจ้าก็ใช้ทรัพย์สินที่บิดามอบให้ ช่วยเหลือพวกเขาเท่าที่จะทำได้"

สัตตกุมารเล่าถึงการแก้ปัญหาภัยแล้ง

"ในเมืองที่สอง เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ ข้าพเจ้าได้ใช้ปัญญาคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยการสร้างแหล่งน้ำถาวรให้แก่ชาวเมือง"

ธนุมารเล่าถึงการแก้ไขปัญหาความฟุ่มเฟือย

"ในเมืองที่สาม ผู้คนใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ข้าพเจ้าจึงให้ความรู้แก่พวกเขา และจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุน"

เมื่อฟังเรื่องราวของบุตรชายทั้งสามแล้ว พระโพธิสัตว์ก็ทรงปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง

"ดีมาก ลูกรักทั้งหลาย พวกเจ้าได้แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมอันประเสริฐที่บิดาสั่งสอนมาโดยตลอด วิชยโกมาร เจ้าแสดงความมีเมตตาและเสียสละ สัตตกุมาร เจ้าแสดงถึงปัญญาอันเฉลียวฉลาด และธนุมาร เจ้าแสดงถึงการรู้จักใช้ทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์"

พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่า บุตรทั้งสามของพระองค์คือเหล่ากุลบุตรผู้เจริญในธรรม สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมทั้งสามประการ อันเป็นที่มาของเรื่องราวของ "พระโพธิสัตว์กับบุตรสามคน" ซึ่งก็คือ วิชยโกมาร (ทานบารมี) สัตตกุมาร (ปัญญาบารมี) และธนุมาร (อธิษฐานบารมี) ที่บำเพ็ญมา

เรื่องราวนี้สอนให้เรารู้ว่า การให้ทาน การใช้ปัญญา และการบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างชาญฉลาดนั้น เป็นคุณธรรมที่สำคัญยิ่ง และเมื่อเราได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น เราก็ควรจะทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ

คติธรรม

การบำเพ็ญทานบารมีด้วยความเสียสละ การใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา และการบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างรอบคอบ เป็นคุณธรรมที่นำมาซึ่งความสุขและความเจริญทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

บารมีที่บำเพ็ญ

พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทานบารมี ปัญญาบารมี และอธิษฐานบารมี ผ่านการสอนและการทดสอบบุตรทั้งสาม

— In-Article Ad —

💡คติธรรม / ข้อคิด

การบำเพ็ญทานบารมีด้วยความเสียสละ การใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา และการบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างรอบคอบ เป็นคุณธรรมที่นำมาซึ่งความสุขและความเจริญทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

บารมีที่บำเพ็ญ: พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทานบารมี ปัญญาบารมี และอธิษฐานบารมี ผ่านการสอนและการทดสอบบุตรทั้งสาม

— Ad Space (728x90) —

นิทานชาดกเรื่องอื่นที่น่าสนใจ

กษัตริย์ผู้ทรงมีเมตตาต่อสัตว์
33เอกนิบาต

กษัตริย์ผู้ทรงมีเมตตาต่อสัตว์

ในอดีตกาล นานมาแล้ว เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร กษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยพ...

💡 การเสียสละทรัพย์สินอันมีค่า เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แม้แต่สัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ย่อมเป็นเครื่องแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณและบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ การให้ทานด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญรุ่งเรือง

กุฏปาลโมฆราชชาดก
360ปัญจกนิบาต

กุฏปาลโมฆราชชาดก

กุฏปาลโมฆราชชาดกในสมัยโบราณกาล ณ เมืองโกสัมพี มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า “โมฆราช” ซึ่งเป็นพราหมณ์ที่ร่ำ...

💡 การให้ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ การเป็นคนตระหนี่จะนำมาซึ่งความสูญเปล่า

มหาปทุมชาดก (Maha Paduma Jataka)
192ทุกนิบาต

มหาปทุมชาดก (Maha Paduma Jataka)

มหาปทุมชาดกกาลครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว ณ แคว้นอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระน...

💡 การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นเรื่องทุกข์ แต่หากเราสามารถมองเห็นความจริงของสรรพสิ่งตามความเป็นจริง คือ ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความเป็นทุกข์ (ทุกขัง) และความไม่มีตัวตน (อนัตตา) เราจะสามารถปล่อยวางความทุกข์ และพบกับความสงบที่แท้จริงได้ การออกบวชและการบำเพ็ญเพียรเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นจากทุกข์.

สุนักขัตตชาดก
234ทุกนิบาต

สุนักขัตตชาดก

สุนักขัตตชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงสาวัตถี มีบุตรเศรษฐีผู้หนึ่งนามว่า สุนักขัตตะ เขาเป็นผู้ที...

💡 ความยึดมั่นในอัตตา ทิฐิที่ผิด และความเย่อหยิ่ง เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงความจริง การยอมรับความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง และการลดทิฐิ ถือเป็นหนทางสู่การบรรลุธรรม

อัชชุคชาดก
113เอกนิบาต

อัชชุคชาดก

อัชชุคชาดก ในอดีตกาล ณ แคว้นกาสี มีพระราชาผู้ทรงธรรมนามว่า พระเจ้าอัชชุคะ พระองค์ทรงมีพระมเหสีผู้เป็...

💡 การรักษาคำพูดเป็นสิ่งสำคัญ แต่การใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาจะนำพาไปสู่ชัยชนะ

สาขชาดก
277ติกนิบาต

สาขชาดก

สาขชาดก ณ ดินแดนอันไกลโพ้น มีเมืองอันรุ่งเรืองนามว่า “เวสาลี” ในเมืองนี้มีบุรุษผู้หนึ่ง เป็นพ่อค้าผู...

💡 ความตระหนี่นำมาซึ่งความทุกข์ การให้ทานเป็นการสร้างบุญกุศลที่จะช่วยให้พ้นจากความทุกข์

— Multiplex Ad —

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน วิเคราะห์การเข้าชม และแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง นโยบายความเป็นส่วนตัว